← กลับไปที่ค็อกเทล
Photo of Mojito

ปานกลาง

Mojito

จากลักปิดลักเปิดจนมาถึงเฮมิงเวย์ อย่างน้อยก็ที่เราเดาน่ะนะ

ข้อมูลทั่วไป

ความเข้ม
ปานกลาง (15%)
แอลกอฮอล์
0.4 oz

ส่วนผสม

2.75 oz (82.5 ml)

  • รัม (ผมชอบใช้เป็น light rum) 1 ออนซ์ (60 มล.)
  • น้ำเชื่อม ¾ ออนซ์ (22.5 มล.)
  • มะนาว ครึ่งลูก
  • ใบสะระแหน่ 8 - 10 ใบ
  • โซดา ใช้เติมตบท้าย

วิธีผสมและเสิร์ฟ

ขยี้น้ำเชื่อม มะนาว และใบสะระแหน่ในแก้ว Highball หรือแก้ว Rock ให้น้ำและกลิ่นออกมา (อย่าให้เละจนเกินไป 4 - 5 ครั้งก็พอ) เติมน้ำแข็งลงไปครึ่งแก้วจากนั้นเติมรัมแล้วคนให้เข้ากัน ตบด้วยน้ำแข็งบดและโซดา สามารถปรับปริมาณโซดาเพื่อปรับความแรงของแอลกอฮอล์ได้

เรื่องเล่าจากชั้นวาง

[เสียงจากข้างนอก] ยาร์ร์ร์ มีใครพูดถึงเหล้ารัมหรือเปล่า?

ไม่มีใครพูดถึงรัมสักหน่อย แต่นั่งลงเถอะ ยังไงก็ถึงเวลาของโมฮิโต (Mojito) พอดี

โมฮิโตกับท้องทะเลนั้นผูกพันกันมายาวนาน บางคนสาวย้อนไปได้ไกลถึงปี ค.ศ. 1586 กับเครื่องดื่มบำรุงกำลังที่ปรุงขึ้นเพื่อลูกเรือของ เซอร์ฟรานซิส เดรก (Sir Francis Drake) ตำนานว่ากันว่าเกิดโรคลักปิดลักเปิดระบาดขึ้นบนเรือของเขา เขาจึงไปพบตัวยารักษาในคิวบา และผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ 'เอลดราเก' (El Draque) อันประกอบด้วยเหล้าอากวาร์เดียนเตเดกาญญา (aguardiente de caña) น้ำมะนาว ใบมินต์ และน้ำอ้อย

ส่วนที่มาของชื่อนั้นยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ บ้างว่า 'Mojito' กลายมาจากคำว่า 'mojar' ซึ่งในภาษาสเปนแปลว่า 'ทำให้เปียก' บ้างก็อ้างว่ามันสืบสาวไปถึงคำในภาษาแอฟริกันว่า 'mojo' ซึ่งหมายถึงการร่ายมนตร์ คำนี้ติดตัวมากับผู้คนที่ถูกจับเป็นทาสและถูกบังคับให้ใช้แรงงานในไร่อ้อยของคิวบา ทั้งนี้เพราะเครื่องดื่มชนิดนี้ขึ้นชื่อว่ามีสรรพคุณทางยา สรุปคือไม่มีใครรู้แน่ชัดสักคน เฮอะ! น่าตกใจจริง ๆ

สิ่งที่เรารู้แน่ก็คือ มันเริ่มปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรในสิ่งพิมพ์ของคิวบาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1927 ภายใต้ชื่ออย่าง 'คิวบันโมโฮ' (Cuban Mojo) และ 'รัมเดโมโฮ' (Rum de Mojo) กว่าจะมีการเรียกว่า 'โมฮิโต' ในเอกสารก็ล่วงเข้าปี ค.ศ. 1931-32 บนเมนูของบาร์สลอปปีโจ (Sloppy Joe's Bar) ในกรุงฮาวานา

ตำนานยังเล่าต่อว่า เฮมิงเวย์ (Hemingway) ก็ดื่มเครื่องดื่มชนิดนี้ด้วย แต่ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ — เรื่องเล่าที่ว่า 'เฮมิงเวย์นั่งจิบโมฮิโตของเขาที่ลาโบเดกีตาเดลเมดีโอ (La Bodeguita del Medio)' นั้น หลายส่วนฟังไม่ขึ้นเอาเสียเลย เพราะบาร์แห่งนั้นเพิ่งเปิดในทศวรรษ 1940 และเพิ่งใช้ชื่อปัจจุบันเมื่อปี ค.ศ. 1950 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากยุครุ่งเรืองที่ว่ากันว่าเขาไปนั่งประจำที่นั่นแล้ว