← กลับไปที่ค็อกเทล
Photo of Old Fashioned เข้มมาก

เข้มมาก

Old Fashioned

นิยามของค็อกเทล: สปิริต, น้ำตาล, บิตเทอร์, และไม่มีอะไรแฟนซี

ข้อมูลทั่วไป

ความเข้ม
เข้มมาก (36%)
แอลกอฮอล์
0.8 oz

ส่วนผสม

2.25 oz (67.5 ml)

  • วิสกี้ (จะเป็นเบลนด์สกอตช์, อเมริกัน, แคนาเดียน, หรือไรย์ก็ได้) 2 oz (60 ml)
  • น้ำเชื่อม ¼ oz (7.5 ml)
  • Angostura bitters 2–3 เหยาะ
  • เปลือกส้มหรือมารัชชิโนเชอร์รี่ ใช้ตกแต่ง

วิธีผสมและเสิร์ฟ

ใส่ส่วนผสมลงในแก้วแล้วคน ตกแต่งด้วยเปลือกส้มหรือมารัชชิโนเชอร์รี่แล้วเสิร์ฟใน Rocks Glass

เรื่องเล่าจากชั้นวาง

โอ้โฮ ถ้าไม่ใช่ 'ขาจร' คนโปรดของฉันก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรแล้ว มาถามเกร็ดเรื่องโอลด์แฟชั่นด์ (Old Fashioned) สินะ เอาละ นั่งลงก่อน เดี๋ยวฉันจะรินความรู้ให้สักแก้ว

ฟังนะ โอลด์แฟชั่นด์ไม่ได้เป็นแค่ค็อกเทลชนิดหนึ่ง แต่มันคือค็อกเทลที่แท้จริง เรียกว่าเป็นแม่แบบเลยก็ได้ เหล้าสปิริต น้ำตาล น้ำ และบิตเตอร์ส (bitters) สี่อย่างนี้แหละคือนิยามที่ทำให้ 'ค็อกเทล' เป็นค็อกเทล ย้อนกลับไปได้ไกลถึงปี ค.ศ. 1806 ตอนที่หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งทางตอนเหนือของรัฐนิวยอร์ก ชื่อ The Balance and Columbian Repository ตีพิมพ์คำนิยามของคำว่า "cock-tail" เป็นครั้งแรกเท่าที่มีบันทึกไว้ ซึ่งประกอบด้วยส่วนผสม 4 อย่างที่ว่ามา

ทีนี้ว่าด้วยเรื่องบิตเตอร์ส เภสัชกรชาวลอนดอนคนหนึ่งชื่อ ริชาร์ด สโตตัน (Richard Stoughton) ปรุงบิตเตอร์สกลิ่นหอมสูตรแรกขึ้นมาราวปี ค.ศ. 1690 พอถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ชาวอเมริกันก็เริ่มหยดบิตเตอร์สลงในวิสกี้ แล้วเรียกมันว่าวิสกี้ค็อกเทล (Whiskey Cocktail) ไม่ใส่น้ำแข็ง ดื่มเพียว ๆ เหมือนยาขนานเอกของลูกผู้ชาย

ตรงนี้แหละคือของดี สูตรที่เราดื่มกันทุกวันนี้ได้รับการขัดเกลาที่เพนเดนนิสคลับ (Pendennis Club) สโมสรส่วนตัวสุดหรูในเมืองลุยส์วิลล์ รัฐเคนทักกี แล้วก็โด่งดังเป็นพลุแตกที่โรงแรมวอลดอร์ฟ-แอสโทเรีย (Waldorf-Astoria) ในนิวยอร์ก ปี ค.ศ. 1895 ชายคนหนึ่งชื่อ จอร์จ แคปเปลเลอร์ (George Kappeler) บันทึกสูตรนี้ไว้อย่างเป็นทางการในหนังสือของเขาชื่อ Modern American Drinks — วิสกี้ น้ำเชื่อม (gum-syrup) บิตเตอร์สแองโกสตูรา (Angostura) สองเหยาะ และน้ำแข็งครึ่งแก้ว

แล้วชื่อ Old Fashioned ล่ะมาจากไหน เล่ากันว่าผู้คนเริ่มสั่งให้บาร์เทนเดอร์ผสมเครื่องดื่ม 'แบบสมัยเก่า' (the old fashioned way) ทำนองว่าเอียนพวกเครื่องดื่มผลไม้แปลกใหม่ที่ผุดขึ้นมาเต็มไปหมดในคริสต์ศตวรรษที่ 19

อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ เดิมทีแก้วนี้ใส่แค่เปลือกเลมอนบิดเป็นเกลียว ไม่มีเชอร์รี ไม่มีส้ม ที่เราได้สลัดผลไม้มาประดับแก้วกันทุกวันนี้ต้องโทษยุคห้ามขายสุรา (Prohibition) เพราะเหล้าเถื่อนสมัยนั้นรสชาติเหมือนทินเนอร์ผสมสี บาร์เทนเดอร์เลยโยนส้มกับเชอร์รีลงไปกลบร่องรอยอาชญากรรมเสียเลย